หัวใจของผมไม่บริสุทธิ์เพียงพอที่จะทำให้ตัวเองยอมรับได้ว่า การมา “แจกผ้าห่ม” ให้ชาวบ้านในครั้งนี้ มันเป็นการกระทำที่หมดจดงดงามแล้วจริง ๆ ผมไม่รู้ว่าผมเป็นบ้าอะไร ผมคงคิดมากไป... 

 

มันคงเป็นความลักลั่นย้อนแย้งอยู่ในตัวเองมากทีเดียวสำหรับผม โดยส่วนตัวนั้นเป็นคนที่ชอบกิจกรรมอะไรก็ตามที่เป็นกิจกรรม “เพื่อสังคม” ซึ่งมีความหมายโดยนัยที่ซ่อนอยู่คือเพื่อสังคม “คนชั้นล่าง” โดยเฉพาะ สังคมที่คนทำงานใช้แรงเป็นหลักแต่รายได้น้อย ดูไม่ค่อยสมดุลกับสังคมอีกด้านที่ทำงานโดยมีความสบายในเชิงกายภาพมากกว่า แต่มีรายได้มากและหลายกรณีก็มากเกินไป

ผมคิดอยู่เสมอว่าเราควรจะช่วยกันทำให้สิ่งที่เรารู้จักและเรียกมันว่า “ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม” นี้ลดลงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งที่โดยหลักการแล้วหน้าที่นี้ควรจะเป็นของรัฐบาล แต่เราก็คงเห็นกันแล้วว่า ไม่รู้จะใช้เวลาอีกยาวนานแค่ไหน รัฐบาลจึงจะทำได้สำเร็จ ดังนั้นถ้าอยากให้สำเร็จ คนทั้งสังคมก็ควรจะช่วยกันด้วยอีกทางหนึ่ง ซึ่งก็น่าดีใจที่สังคมเรายังมีคนที่คิดช่วยเหลือสังคมอยู่มาก เห็นได้จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ 2554 ที่ผ่านมา มีผู้คนเข้ามาเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือด้าน   ต่าง ๆ มากมาย แต่ความจริงแล้วงานลักษณะนี้เป็นงานแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เมื่อเหตุการณ์วิกฤตสิ้นสุดแล้วก็จบกันไป

หากมองขึ้นไปให้กว้างกว่านั้นเพื่อตั้งข้อสงสัยถึงปัญหาเช่นว่า ทำไมคนต่างจังหวัดด้านเหนือกรุงเทพฯจำนวนมากจึงต้องยอมเสียสละโดนน้ำท่วมสูงเพื่อรักษากรุงเทพฯชั้นในไม่ให้ท่วม ก็จะพบคำตอบอันไม่ค่อยสมเหตุสมผลและยุติธรรมอยู่มาก ซึ่งคำตอบเหล่านั้นแหละคือภาพสะท้อนของสิ่งที่ค้ำจุนให้เกิดสภาพที่ว่า คนกรุงก็ดูมีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่นอยู่ร่ำไป สิ่งที่อยู่เบื้องหลังที่เป็นต้นตอปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม แท้จริงแล้วมันคือ “โครงสร้างที่ไม่เท่าเทียม” กันนั่นเอง

โครงสร้างที่ไม่เท่าเทียมมีรายละเอียดปลีกย่อยซับซ้อนประกอบกันเป็นสังคมที่เราอยู่ในทุกวันนี้ คนเล็กคนน้อยในสังคมอาจพบเห็น รู้สึกได้มากน้อยแตกต่างกันไปได้หลายแบบ บางคนก็ประสบพบเจอด้วยตัวเอง บางคนต้องให้คนอื่นช่วยชี้นำ ปัญหาสังคมบางเรื่องคนสองคนพบเจอเหมือนกันก็อาจคิดกันไปได้คนละอย่าง เพราะคนสองคนนี้ต่างกัน สุดท้ายก็ส่งผลให้ท่าทีที่คนเหล่านั้นมีต่อปัญหานั้นก็แตกต่างกันด้วย

ประเด็นที่สำคัญคือ คนเล็กคนน้อยหรือปัจเจกชนในสังคมไม่มีพลังพอจะที่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างนี้ได้ แม้ในแง่ปริมาณจะมีคนทำกิจกรรมเพื่อสังคมต่าง ๆ เยอะก็จริง แต่ด้วยกลไกแล้วมันไม่มีวันที่จะขจัดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมได้เลย...แล้วปัจเจกชนอย่างที่เป็นอยู่ ทำกิจกรรมเพื่อสังคมเหล่านั้นไปด้วยเหตุผลอะไร?

ผมยังไม่มีคำตอบที่คิดว่าน่าจะดีที่สุด ทั้งสำหรับตัวเองหรือสำหรับคนอื่น ไม่รู้ว่าคำตอบมันควรจะเป็นอะไรกันแน่ ทุกวันนี้แค่ยึดความเชื่อที่ว่าทำไปเพราะมันเป็นสิ่งดีเท่านั้นเอง....ใช่ เราเชื่อเอาเองว่ามันดี แล้วสำหรับคนอื่นล่ะ สิ่งที่เราทำมันดีจริงสำหรับเขาไหม?

 

 

ผ้าห่มใหม่เนื้อดี 60 ผืนจากเงินบริจาคของพี่น้องศิษย์เก่าศิษย์ปัจจุบันถูกมอบถึงมือชาวบ้านหมู่บ้านห้วยอีก้าง ต.สามหมื่น อ.แม่ระมาด จ.ตาก อย่างมีพิธีรีตองบ้างแต่ก็รวดเร็ว ชาวบ้านที่มารับส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงเลยวัยสาวกันไปแล้วทั้งนั้น ที่ชราก็มี หลายคนกระเตงลูกเล็กไว้ข้างหลัง ลูกที่พอเดินได้ก็จูงกันมา ผู้ใหญ่บ้านและครูประจำศูนย์การศึกษาของหมู่บ้านช่วยกันพูดสื่อสารอธิบายให้ชาวบ้านรับรู้ถึงการกระทำครั้งนี้ของพวกเด็กจากกรุงเทพฯสิบคนว่ามาทำอะไรกัน ชาวบ้านก็ดูจะเข้าใจและรับผ้าห่มจากเราไปด้วยรอยยิ้มและคำขอบคุณ หมู่บ้านแห่งนี้มีอยู่ราว 21 หลังคาเรือน ก็คงจะได้ผ้าห่มกันไปหลังคาเรือนละ 2-3 ผืน

 

บางทีเราอาจจะจินตนาการถึงความหนาวเย็นของอากาศบนดอยในช่วงฤดูหนาวว่ามันหนาวมาก ซึ่งทำให้ชาวบ้านต้องทุกข์ทรมานกับความหนาวเย็นนั้นมาก เราจึงอยากให้ผ้าห่มกับเขาเพื่อช่วยบรรเทาความหนาว เพราะผ้าห่มคือวิธีการแก้ปัญหาความหนาวในแบบของเรา บางทีเราก็อาจลืมนึกไปว่าวิธีคลายหนาวของชาวบ้านอาจมีมากกว่านั้น เช่น ก่อไฟผิง ซึ่งเป็นวิธีที่เขาปฏิบัติกันอยู่แล้วเพราะเขาอยู่กับป่า เขามีไม้มีฟืน ดังนั้นแทนที่เราจะเอาผ้าห่มไปมอบให้ เราก็ไปก่อฟืนผิงไฟร่วมกับชาวบ้านเลยดีไหม ดูโรแมนติกดีแท้

แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร ผมคิดว่าในสายตาของชาวบ้าน เขาก็ยังมองเราเป็น “คนนอก” อยู่ดีนั่นเอง แต่อาจจะมองต่างจากนักท่องเที่ยวหน่อย เพราะยังดีที่หมู่บ้านแห่งนี้ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวเหมือนหมู่บ้านชาวเขาในจังหวัดท่องเที่ยวที่ดัง ๆ และเราเข้าไปหาเขาในครั้งนี้ก็ไม่ได้ไปในฐานะนักท่องเที่ยว แต่ไปในฐานะ “ผู้ให้” ซึ่งผมไม่ได้อยากให้ชาวบ้านต้องรู้สึกว่าเราเป็นผู้ที่มีบุญคุณอะไรเลย ไม่ต้องรู้สึกอย่างนั้น ผมหวังให้ชาวบ้านรู้สึกอย่างนี้มากกว่าว่า ผ้าห่มที่เราเอาไปให้นั้น “ให้ก็เอา ไม่ได้ขอ ไม่ให้ก็ไม่เดือดร้อน”   

ฝ่ายเราที่เป็นผู้ให้ก็ไม่ควรจะคิดว่าตัวเองนี่เป็นผู้มีประโยชน์และก่อบุญคุณต่อชาวบ้านเสียเต็มประดา ผมคิดว่าเป็นความคิดที่ไม่ดีเอาเสียเลย การให้ที่บริสุทธิ์น่าจะเป็นการที่ทั้งผู้ให้และผู้รับต่างไม่ต้องมีความรู้สึกอะไรต่อกันทั้งนั้น แม้จะในทางดีก็ตาม...แต่ในความเป็นจริง  ผมรู้ดีว่ามันยากที่จะเป็นเช่นนั้น

ลำพังสังคมเราก็ไม่มีความไม่เท่าเทียมกันมากพออยู่แล้ว ก็ไม่ควรเอาการให้มายกตนให้เหนือกว่าใครอีก ผู้ให้ไม่ได้สูงกว่า ผู้รับไม่ได้ต่ำกว่า แต่ความดีของการให้คือการมี “น้ำใจ” ที่เป็นสิ่งที่ควรจะรักษาไว้ให้มีในใจเราเสมอ เพราะมันช่วยให้เพื่อนมนุษย์ประคับประคองกันไปได้ในยามยากลำบาก...และสิ่งที่ไม่ควรลืมเช่นกันก็คือ  น้ำใจที่คนเล็ก ๆ แสดงต่อคนเล็ก ๆ ด้วยกันเองในวงแคบ ๆ ไม่ช่วยให้แก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้างในสังคมได้ ไม่ว่าจะใช้เวลานานเท่าไรก็ตาม.

edit @ 22 Jan 2012 13:57:53 by Sek Samyan